ค้นหาบล็อกนี้

15 ธันวาคม 2551

เรื่องราวของ กระทิง เรืองโรจน์ พูนผล

หากคุณอยากมีแรงบันดาลใจที่แรงกล้า ไม่ใช่คนที่คอยแต่จะละทิ้งความฝัน แล้วฝันเรื่องใหม่เรื่อยๆ แต่คือการทุ่มสุดตัวเพื่อไปให้ถึงความฝัน แม้จะมีต้นทุนเดิมเกือบเท่ากับศูนย์ก็ตาม... ต้องอ่านเรื่องราวของคนไทยโกอินเตอร์คนนี้ “กระทิง เรืองโรจน์ พูนผล” ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทกูเกิล องค์กรในความฝันของเด็กรุ่นใหม่จำนวนมากในโลก และถูกจัดให้เป็นองค์กรที่น่าทำงานที่สุดในโลกของนิตยสารฟอร์จูน 

“ผมเรียนที่โรงเรียนในจังหวัดกำแพงเพชร ในต่างจังหวัดบรรยากาศของความเป็นไปไม่ได้ค่อนข้างเยอะ แต่มันไม่จำเป็นที่ว่า จังหวังหวัดเล็กๆ จะมาจำกัดความฝันของคนให้ฝันใหญ่ๆได้” 

ประโยคที่บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นจาก“กระทิง เรืองโรจน์ พูนผล” นี้ ไม่ได้มาพร้อมกับถ้อยคำที่สวยงามเท่านั้น แต่น้ำเสียง และแววตา ส่งสัญญาณแรงจนสัมผัสได้ 

“กระทิง” นอกจากไม่ใช่ด็อกเตอร์เหมือนคนส่วนใหญ่ในองค์กร ยังเป็นคนไทยที่ดูเหมือนว่าถนนสายซิลิคอน วัลเล่ยเส้นนี้ไม่น่าจะเปิดรับได้ง่าย แต่เพราะความเป็น “กระทิง” ที่ฝ่า “ดงฉลาม”มาก่อนที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แหล่งคนเก่งระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น วิลเลียม ฮิวเลตต์ (William Hewlett) และเดวิด แพคการ์ด(David Packard) สองผู้ก่อตั้ง “ฮิวเลตต์ แพคการ์ด” หรือจะเป็น สตีฟ จ๊อบส์ และ สตีฟ วอซนิแอค สองบิ๊ก แอปเปิล ในรุ่นเขายังมีประธานยาฮู จีนเป็นเพื่อนร่วมชั้นอยู่ด้วย 

เมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว “กระทิง” คือคนนิ่งเงียบที่สุดในห้องเรียน ขณะที่เพื่อนรวมชั้น 41 คนต่างยกมือเพื่อแย่งกันตอบคำถามอาจารย์ ทุกคนฉลากกันมาก แม้ตัวเขาจะได้คะแนนจีแมท 750 แต่ก็เพิ่งรู้ว่าไม่ได้เก่งอย่างที่คิด 

“เพราะคำสอนคุณแม่ยังดังก้องอยู่ในความทรงจำของ “กระทิง” ตลอดเวลาว่า “ถ้าเขาเก่งกว่า ก็ต้องพยายามให้เหมือนเขา แม่ผมก็บอกให้ผมคิดเหมือนกระทิง เจอปัญหาวิ่งเข้าใส่” 

“ในช่วงแรกมีปัญหาในเรื่องวัฒนธรรมของประเทศอเมริกาที่ผมไม่เข้าใจ การเข้าสังคมมีปัญหามากๆ และในช่วง 3 เดือนแรก ผมก็พยายามที่จะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนอเมริกัน แต่สุดท้ายผมก็รู้ว่าถึงอย่างไร ผมก็เป็นคนไทย ผมไม่มีทางที่จะเป็นคนอเมริกันได้ ผมจึงย้อนกลับมาหาตัวตนที่แท้จริงของความเป็นไทย คนไทยมีอะไรที่ดีมากๆ คือคนไทยเป็นคนจริงใจ ในขณะที่คนอื่นๆ พยายามสร้างความสัมพันธ์เพื่อผลประโยชน์ แต่คุณเข้าไปคุณไม่ได้หวังอะไร คุณมีแต่ความจริงใจ” 

สุดท้าย “กระทิง” ก็สามารถปรับตัวได้ และได้รับเลือกจากอาจารย์ให้เป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการและฝ่ายการต่างประเทศ นอกจากนั้นยังเป็นประธานชมรมการตลาดที่มีสมาชิกกว่าร้อยคน และพาทีมคว้าอันดับสองของการแข่งขันกรณีศึกษาการตลาดแห่งสหรัฐอเมริกา ที่จัดโดย บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด 

ที่ “สแตนฟอร์ด” ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับ “กระทิง” เขาบอกว่า “เป็นที่สอนให้มีกรอบวิธีคิดแบบผู้ประกอบการ คือ กล้าเสี่ยง กล้าได้ กล้าเสีย มุ่งมั่น ในบางครั้งที่คนอื่นบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่สุดท้ายก็เชื่อมั่นในความฝัน และสุดท้ายเราจะทำตามฝันของเรา” 

ความฝันผลักดันให้เกิดความพยายาม แม้ “กระทิง” จะเรียนหนัก และต้องทำงานด้วย เพราะค่าเรียนแพง แต่ไม่เคยท้อ เขานอนวันหนึ่งเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น ที่ทำได้เพราะคำนวณว่าถ้านอนวันละ 8 ชั่วโมง มีอายุถึง 100 ปีจะใช้เวลานอนถึง 33 ปี แต่ถ้านอนแค่ 4 ชั่วโมง จะมีเวลาเพิ่มขึ้นอีก 16 ปี 

คนที่วิ่งเข้าใส่ความยากลำบาก ดูเหมือนจะไม่เคยพ่ายแพ้ เหมือนอย่างกูเกิล ที่แม้จะเกิดทีหลังในโลกไซเบอร์ ตามหลังเว็บพอร์ทัลยักษ์ใหญ่อย่างยาฮูที่มีเสิร์ชเอนจิ้นอยู่หลายปี แต่เพราะคุณสมบัติพิเศษ จากผู้ก่อตั้งที่มีเป้าหมายธุรกิจชัดเจน บริหารจัดการด้วยเรียบง่าย การเสิร์ชง่าย เข้าใจง่าย และรวดเร็ว ทำให้กูเกิลกลายเป็นเสิร์ชเอนจิ้นยอดฮิตสูงสุด 

“กระทิง” ซึ่งแต่งกายอย่างเรียบง่าย พูดจาด้วยถ้อยคำชัดเจน เต็มไปด้วยเนื้อหา มีเป้าหมายชัดเจนคือความฝันที่อยากทำงานที่กูเกิล องค์กรที่ “กระทิง” บอกว่า “มหัศจรรย์” เสริมด้วยความคิดที่ว่า “การที่อยู่ท่ามกลางพายุแห่งการปฏิวัติและการแข่งขันที่บ้าคลั่งจะทำให้เราได้เรียนรู้ ได้ฝึกฝนได้พัฒนาตนเอง และเมื่อวันหนึ่งเราพร้อม เราค่อยกลับมาทำอะไรที่ประเทศไทยได้ดีกว่า” กูเกิล จึงเป็นที่สำหรับ “กระทิง” แม้ตอนเรียนจบใหม่ๆ มีข้อเสนอรับเขาเข้าทำงานถึง 5 บริษัทแต่นั่นไม่ใช่ความฝันของกระทิง 

เขาตอบคำถามด้วยเองได้ว่า “ผมไม่ได้ถูก Driveด้วยเงิน แต่ถูก Drive ด้วยความฝัน ผมคิดว่าถ้าผมต้องอยู่ด้วยเงินอย่างเดียว ผมคงเป็นคนที่น่าสงสาร คือคุณมีเงินแต่ไม่มีความฝัน ไม่มีความสุข แววตาไม่เป็นประกาย เวลาทำอะไรคุณไม่ภูมิใจ” 

คำตอบสุดท้ายในขณะนั้นมีเพียง 2 ตัวเลือกที่เขาเต็มใจและอยากจะร่วมงานด้วย คือ ‘แอปเปิล’ กับ ‘กูเกิล’และเขาคิดว่า ‘กูเกิล’ เป็นบริษัทที่กำลังร้อนแรง มีคนจากทั่วโลกสมัครทำงานด้วยจำนวนมาก ที่นี่เขาใช้เวลาลุ้นถึง 5 เดือนสัมภาษณ์ทั้งหมด 9 รอบ 

“กระทิง” บอกว่ากูเกิลจะเลือกคนที่เข้ากับองค์กรได้จริงๆ ต่อให้คุณเก่งแค่ไหนถ้าคุณไม่เข้ากับองค์กร สุดท้ายก็จะทำให้องค์กรเสีย คนที่ถูกเลือกจะต้องมีความเป็น “กูเกิล” และมีความเท่ในตัว ซึ่งเขาบอกว่าความเท่ของเขาคือการที่เขาเป็นคนไทย 

ในที่สุดเขาก็ได้เข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่สำนักงานใหญ่ที่ซิลิคอน วัลเล่ย์ ดูแลในส่วนของทวีปเอเชียและลาตินอเมริกาพื้นที่ที่ “กูเกิล” ยังแพ้คู่แข่ง 

หลายๆ คนอาจจะคิดว่าผลตอบแทนจากกูเกิลสูงมาก แต่อาจไม่ใช่เสมอไปเขาบอกว่าคนที่ “กูเกิล” ไม่ได้เงินมากมาย แต่สิ่งที่สำคัญคือการคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะสามารถแก้ปัญหาให้ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีความหมายมากกับโลก 

องค์กรในความฝันของหลายคนที่นี่ “กระทิง” บอกว่า “คนที่นี่ต้องยืดหยุ่น ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นธุรกิจใหม่ ที่นี่มีความอลหม่าน เพราะมันไม่มีรูปแบบ ต้องสร้าง ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผมเปลี่ยนตำแหน่ง 2 ครั้ง เปลี่ยนที่นั่ง 3 ครั้งในเวลาไม่ถึงปี” 

“กระทิง” ณ วันนี้เป็น Role Model ของเด็กไทยหลายคน เขาเป็นที่รู้จักอยู่แล้วในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และยิ่งเพิ่มเรตติ้งมากขึ้น เมื่อเขาได้เขียนพ็อกเกตบุ๊ก “บทเรียนธุรกิจร้อนๆ จาก Silicon Valley” เป็น “คนหนึ่ง” ที่องค์กรอย่างดีแทค ให้มาช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงาน เหมือนอย่างที่ “ธนา เธียรอัจฉริยะ” รองซีอีโอของดีแทค บอกว่าสิ่งที่ “กระทิง” เป็น สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนของดีแทคได้ ที่สำคัญโลกกว้างของ “กระทิง” เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ดีแทครู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน และโลกนั้นกว้างเพียงใด จากแววตาที่มีความมุ่งมั่น มี Passion แต่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน 

ผลตอบแทนวันนี้สำหรับ “กระทิง” ไม่เพียงแค่การได้ทำตามฝัน และการได้รับการยอมรับจากคนจำนวนมากเท่านั้น แต่พลังของของเขายังจุดประกายให้เกิดความฝัน และการพยายามตามมาอีกมากมาย ด้วยข้อสรุปของ “กระทิง” ที่ว่า “ไม่มีอะไรมาจำกัดศักยภาพของตัวเราได้นอกจากตัวเราเอง” 

ข้อมูลจาก http://www.positioningmag.com

10 ธันวาคม 2551

Mark Zuckerberg

ท่านผู้อ่านรู้จัก Mark Zuckerberg เปล่าครับ?

นิตยสาร economist บอกว่าเขากำลังถูกขนานนามว่าเป็น “Steve Jobs คนใหม่”
และผู้คนก็มองกันว่าบริษัทของเขา ซึ่งทำเวป www.facebook.com เป็น “Google รายต่อไป”
ยังไงเหรอ??

เพียง 3 ปี จากวันที่เขาเริ่มต้นเวปเครือข่ายสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่เขาร่ำเรียนอยู่ จำนวนผู้ลงทะเบียนเป็นผู้ใช้เวป Facebook ก็ทะยานขึ้นไปถึงเกือบ 20 ล้านคน

ผู้ใช้นั้นก็หลากหลายมากขึ้นเรื่อย ๆ จากวันแรกที่สงวนสิทธิเฉพาะนักศึกษาฮาร์วาร์ด ขยายวงไปสู่มหาลัยฯอื่น ๆ ในอเมริกา จนปัจจุบันพนักงานหน่วยงานราชการหลายแห่งเป็นสมาชิก รวมไปถึงบรรดาผู้บริหารในบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 ด้วย
ที่น่าทึ่งกว่าคือ “มากกว่าครึ่งหนึ่ง” ของผู้ลงทะเบียนนั้นเข้าเวป Facebook ทุกวัน

ไม่ใช่ลงทะเบียนทิ้งไว้เฉย ๆ

Facebook คืออะไร?

Facebook เป็นเวปเครือข่ายทางสังคมที่เติบโตรวดเร็วมาก แม้ว่าเวปด้านนี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ Myspace แต่ก็เมื่อถูกซื้อไปแล้วโดยรูเพิร์ต เมอร์ดอก เวป Facebook ก็ถูกจับตามองอย่างไม่กระพริบ

มีข่าวของการเสนอซื้อเวปนี้จาก Yahoo ด้วยมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทว่าเจ้าของ Facebook ปฏิเสธ

หลายคนมองว่าเขาคงรอจังหวะที่ราคาดีกว่านี้

แต่หากไปถามนายซักเคอร์เบอร์กดู จะได้คำตอบที่แตกต่าง

“I’m here to build something for the long term” เขากล่าว

“Anything else is a distraction”

ลองย้อนดูเส้นทางชีวิตของนาย Zuckerberg ดู จะเข้าใจได้ไม่ยากว่าเขากำลังคิดและทำอะไรอยู่

ซักเคอร์เบอร์ก นั้นเป็นคนอเมริกันเชื้อสายยิว เกิดและเติบโตขึ้นที่นิวยอร์ค เริ่มเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่อยู่เกรด 6 เรียกได้ว่าเป็นเด็กที่ไบรท์มาก ๆ คนหนึ่ง

ในช่วงที่เขาเรียนอยู่ไฮสกูล ซักเคอร์เบอร์กและเพื่อนของเขาคือนาย Adam D’Angelo ได้เขียนซอฟแวร์ขึ้นมาตัวหนึ่งชื่อว่า Synapse Media Player ซึ่งเมื่อนำไปติดตั้งกับเครื่องเล่น MP3 แล้ว จะช่วยให้เครื่องสามารถพยากรณ์เพลงที่ผู้ใช้ชอบฟังได้ โดยเดาผ่านการเลือกเพลงก่อนหน้านั้น

ปรากฏว่าบริษัทซอฟท์แวร์หลายแห่งสนใจ และเสนองานให้พวกเขาทั้งสองทำ หนึ่งในนั้นคือ ไมโครซอฟท์ ทว่าทั้งคู่ปฏิเสธไป และแยกย้ายมุ่งหน้าไปเข้ามหาวิทยาลัยที่พวกเขาต้องการ

เขามีมุมมองที่แตกต่างต่อการสร้างธุรกิจ

เขาและเพื่อนสนิทอีกสองคน – หนึ่ง คือเพื่อนร่วมห้องที่ฮาร์วาร์ดอย่างนาย Dustin Moskovitz (ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และดำรงตำแหน่ง VP ทางด้านวิศวกรรม) และ Adam D’Angelo เพื่อนสมัยไฮสกูล (ซึ่งปัจจุบันเป็น chief technology officer) นั้น มีความใฝ่ฝันอันสูงสุด

พวกเขาเชื่อมั่นว่า “การเปิดกว้าง” (openness) ความร่วมมือร่วมใจ (collaboration) และการแบ่งปันสารสนเทศ (sharing of information) ผ่านระบบเครือข่ายทางสังคม (Social Network) จะช่วยทำให้โลกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”
นี่เป็นรากฐานทางความคิดในการสร้าง Facebook

ตอนหน้าจะขอลงรายละเอียดต่อ เพราะมีประเด็นที่น่าสนใจเยอะเหลือเกิน

พร้อมทั้งเฉลยคำตอบว่า เขาเหมือน Steve Jobs ยังไง? และเป็นดั่ง Google ได้รึเปล่า?

ที่มา : http://thaicoon.wordpress.com

03 ธันวาคม 2551

Unique inside

วันก่อนได้ฟังเรื่อง Unique inside จากรายการวิทยุ
ดีมากๆ เลยเอามาเล่าให้ฟัง คำว่า Unique inside หมายถึง
การที่เรามีความคิดที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่มีใครเหมือน และก็
เข้าใจถึงกลุ่มผู้บริโภค ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา ยกตัวอย่าง
ตุ๊กตาบาร์บี้ ที่เป็นตุ๊กตาสำหรับเด็กผู้หญิงวัยประมาณ 7 ขวบขึ้้นไป
สมัยก่อนเด็กผู้หญิงวัยนี้ของเล่นของพวกเขาคือ ตุ๊กตากระดาษ
คนที่คิดค้นตุ๊กตาบาร์บี้ ทำการสำรวจและพบว่า เด็กผู้หญิงอายุ
ประมาณนี้อยากเป็นสาวเร็ว ก็เลยชอบเล่นตุ๊กตากระดาษที่แต่งตัว
เป็นสาวได้ เขาก็เลยคิดค้นตุ๊กตาบาร์บี้ออกมา และทำให้มีมิติมากกว่า
ตุ๊กตากระดาษ เพราะมันเป็นตุ๊กตารูปผู้หญิงสาวเลย จนกระทั่ง
ปัจจุบันตุ๊กตาบาร์บี้ก็เป็นตุ๊กตาที่ครองใจเด็กผู้หญิงมาจนทุกวันนี้

และวันนี้พวกเรามี Unique inside ที่เป็นของเราหรือยัง